Google search console
SEO

คู่มือการใช้ Google Search Console เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ SEO

  • Google Search Console จะช่วยเว็บไซต์ในเรื่อง SEO ได้อย่างไร?
  • สิ่งใดบ้างที่เราต้องรู้จักและเทคนิคใดที่ช่วยในการทำ SEO?

สำหรับใครที่อยากจะทำเว็บไซต์ให้ได้ SEO ที่มีประสิทธิภาพ คงหลีกเลี่ยงเครื่องมือที่ชื่อว่า Google Search Console ไม่ได้. เพราะเป็นเครื่องมือที่เป็นพื้นฐานข้อมูลทุกอย่างที่นักทำ SEO และทำเว็บไซต์ต้องการจะรู้ ไม่ว่าจะเป็นคีย์เวิร์ดที่ติดอันดับ, ค่า CTR จากคีย์เวิร์ดต่างๆ, ประสิทธิภาพของเว็บไซต์ที่กูเกิ้ลชอบ. และอีกหลายๆอย่าง. เรียกว่าเป็นไฟล์บังคับกับการต้องใช้เครื่องมือนี้ให้เป็นกันเลยทีเดียว ถ้าคุณอยากได้ข้อมูลที่สำคัญ

ในบทความนี้ผมได้เพิ่มเทคนิคบางส่วนที่ผมนำมาใช้เองมาแชร์ให้กับทุกท่าน และการดูค่าต่างๆที่จะช่วยให้การปรับปรุงSEO ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น. ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูกันเลยครับ!!

ติดตั้ง Google Search Console

ให้เข้าในส่วนของเว็บไซต์ Google search console จากนั้นหากเริ่มต้นใช้ครั้งแรกเราจะเข้าหน้าต่างของการเพิ่มโดเมน แต่หากไม่ใช่ครั้งแรกให้กดตรง “Add Property”

ติดตั้งgsc

ในส่วนของการเพิ่มเว็บไซต์จะมีให้เราเลือกอยู่ 2 ส่วน นั่นคือการเพิ่มด้วยโดเมน(Domain) และก็เพิ่มในหน้าเว็บไซต์บางหน้า(URL Prefix).

ในส่วนของการกรอก ผมแนะนำให้เราเลือกในส่วนของคำนำหน้าURL(URL Prefix) เพราะในขั้นตอนการ Verify เราจะสามารถทำได้ง่ายและหลากหลายมากกว่า

จากนั้นพิมพ์เว็บไซต์ของเรา และกดดำเนินการต่อ

เมื่อกดดำเนินการต่อ ตัวเครื่องมือจะนำมาสู่หน้าของการยืนยันเว็บไซต์(Verify)

การยืนยันเว็บไซต์ จะมีด้วยกันทั้งหมด 5 วิธี. แต่เราจะเลือก 3 วิธีที่ง่ายในการติดตั้งมาพูดคุย

ใน 3 วิธีนี้ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการติดด้วย”แท็ก HTML” แต่ถ้าให้แนะนำจริงๆ ผมอยากจะแนะนำให้ติดตั้งผ่านตัว Google Tag Manager มากกว่า

ติดตั้ง Sitemap เว็บไซต์ของเราลงบน GSC

วิธีที่จะช่วยให้ Google รู้จักเว็บไซต์ของเราได้ก็ด้วยการทำ Sitemap ให้กับเว็บไซต์ของเรา.

ถ้าเปรียบเว็บไซต์เราเหมือนบ้าน แล้วเปรียบกูเกิ้ลเป็นสถาปนิกผู้รับรองบ้านของเราว่าแข็งแรงดีไหม สิ่งที่สถาปนิกดูก็จะเป็นเรื่องของโครงสร้างบ้าน. เฉกเช่นกูเกิ้ลที่จะเข้ามาตรวจโครงสร้างเว็บไซต์ของเราทั้งหมด หน้าไหนดีก็เอาขึ้นการค้นหา หน้าไหนมีปัญหาก็แจ้งเตือนบอก ดังนั้นเราจะมาส่ง sitemap ให้กูเกิ้ลเข้ามาเก็บข้อมูลได้ก่อน

ขั้นตอนนี้ถ้าไม่ทำจริงๆก็ไม่เป็นไรนะครับ เพราะกูเกิ้ลบอทก็มีโอกาสที่จะเข้ามาเจอเราสักวันหนึ่ง(วันไหนก็ไม่รู้) แต่ถ้าอยากให้กูเกิ้ลเก็บข้อมูลของเว็บไซต์เราได้ไวๆ ก็แนะนำให้ทำนะครับ เว็บเราจะได้ติดอันดับไวๆ

วิธีการก็ง่ายมากครับ ให้เราเลือกในส่วน sitemaps และใส่ URLของเว็บไซต์ของเราแล้วปิดท้ายด้วย /sitemap.xml. เช่น www.เว็บไซต์ของเรา.xxx/sitemap.xml. วิธีนี้สามารถทำได้ถ้าหากเว็บไซต์ของคุณใช้ WordPress เพราะจะมีข้อมูลตรงนี้ทำมาให้ทันที แนะนำอ่านวิธีสร้าง XML Sitemap เพิ่มเติมด้วยตัวเอง

ขอบคุณรูปภาพจาก Ahrefs

ส่วนวิธีที่ง่ายกว่านั้นคือการใช้เครื่องมือ Plug-in ช่วย เช่น Yoast และ Rank Math ก็จะช่วยเราใส่ sitemap ให้เราอัตโนมัติครับ.

เช็คว่าหน้าในเว็บไซต์ของเราถูก Indexed แล้วหรือยังด้วย URL Inspection

กระบวนการ Indexing คืออะไร เดี๋ยวผมจะพูดเรื่องนี้ในส่วนต่อไป. ส่วนในช่อง URL Inspcetion มีไว้เพื่อให้เราตรวจสอบหน้านั้นๆของเราดูว่าข้อมูลถูกจัดเก็บในกูเกิ้ลแล้วยัง. วิธีการก็ใส่URL เข้าไปเพื่อตรวจสอบได้เลยครับ

url inspect

หากหน้านั้นถูกเก็บข้อมูลแล้ว จะบอกสถานะแบบนี้ครับ

get indexed

ถ้ายังไม่มีก็จะแจ้งสถานะแบบนี้

no index

เพิ่มหน้าบนเว็บไซต์ เมื่อมีการอัพเดทเว็บ

ในการอัพเดทเนื้อหา หากเพื่อนๆใช้เครื่องมืออย่าง Yoast, Rank Math, All in one seo หรือเครื่องมือต่างๆ เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยเราในการส่งข้อมูลหน้าใหม่เข้าสู่กูเกิ้ลบอทให้. หรือบางครั้งเว็บไซต์ที่ใช้นานๆและมีการอัพเดทอยู่ตลอด ตัวบอทก็จะเข้ามาตรวจจับได้เองเมื่อมีการอัพหน้าใหม่

แต่ถ้าเราไม่มั่นใจและอยากจะส่งข้อมูลเอง ก็สามารถทำได้เหมือนกัน ด้วยการไปที่ sitemap และส่งลิงก์ URL ที่เราต้องการเพิ่มข้อมูลเข้าไป แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จแล้วครับ จากนั้นก็รอตัวบอทกูเกิ้ลเข้าไปเก็บหน้านั้นของเราเข้าฐานข้อมูล แล้วเราค่อยมาตรวจสอบอีกครั้ง

เทคนิคการใช้ Google Search Console เพื่อทำตรวจสอบ SEO

การทำเว็บไซต์ให้ได้ SEO ที่ดีนั้น เราสามารถใช้เครื่องมือ Google Search Console ในการช่วยเราวิเคราะห์และปรับปรุงคุณภาพได้. จริงๆตัว GSC ถือว่าเป็นเครื่องมือหลักที่นักทำ SEO ควรที่จะใช้ให้เป็นและคล่อง

ทำอย่างไรที่จะช่วยให้ SEO ของเราดีขึ้น เรามาลองดูทีละจุดกันครับ

การใช้ Index Coverage เพื่อตรวจสอบและแก้ไขกระบวนการ Indexing

ก่อนที่จะไปเรื่องของการ Index Coverage ผมขอเกริ่นกระบวนตรวจสอบSEO ของ Google bot ให้เห็นภาพรวมได้ง่ายๆจากรูปข้างล่าง

clawling budget

การนำข้อมูลของเว็บไซต์เราไปขึ้นอันดับนั้น ถูกจัดการใน 3 ขั้นตอน. ขั้นตอนแรกคือการที่กูเกิ้ลบอทเข้าไปตรวจสอบเว็บไซต์ของเรา เราเรียกว่าการ Crawling เมื่อตัวบอทตรวจสอบเสร็จจึงส่งข้อมูลเว็บไซต์ของเราเก็บไว้ในฐานข้อมูล เราเรียกกระบวนการนี้ว่า Indexing จากนั้นจะนำข้อมูลที่ถูกเก็บในฐานข้อมูลมาวิเคราะห์และจัดอันดับ เราเรียกว่าการทำ Ranking นี้คือภาพรวมการขั้นตอนการเก็บข้อมูลของ Google bot

โอเคครับมาต่อกันเรื่อง Index Coverage กันต่อ

อะไรคือสิ่งที่นักทำเว็บไซต์ต้องการจากกูเกิ้ลบอทบ้าง? หลักๆแล้วผมคิดว่ามีอยู่ 2 อย่างคือ เว็บไซต์ถูกส่งข้อมูลเก็บในฐานข้อมูลโดยเร็ว(Indexing) เเละเว็บไซต์ถูกจัดอันดับเร็วๆ

ในเรื่องของเว็บไซต์จะถูกจัดอันดับได้ไวแค่ไหน หรือกระบวนกานการ Ranking นั้น เราไม่ไม่สามารถไปตรวจสอบอะไรได้เหรอ(แน่นอนเพราะว่าเราไม่ใช่เจ้าของ Google). แต่ส่วนที่เราสามารถตรวจสอบได้คือกระบวนการจัดเก็บข้อมูล(Indxeing). ลองคิดดูสิครับถ้าเกิดเว็บไซต์ของเราเกิดระบบภายในพังแล้วกูเกิ้ลบอทไม่สามารถเก็บข้อมูลส่งให้ฐานข้อมูลได้ หรือมีอะไรที่ทำให้ส่งช้า หากกูเกิ้ลไม่บอกอะไรเราเลย เว็บไซต์เราจะเสียหายขนาดไหน

ดังนั้นการทำ Index Coverage จึงช่วยเราในการตรวจสอบว่าเว็บไซต์เราถูกจัดเก็บในฐานข้อมูล(Index) แล้วหรือยัง หรือทำได้ช้าไปหรือไม่ ตรงนี้เราตรวจสอบได้ครับ

ให้เลือกในส่วนของเมนูด้านซ้าย เลือก Coverage

ในส่วนของ Index Coverage จะช่วยให้เรารู้ว่ามีกี่หน้าบนเว็บไซต์ของเราที่อยู่ในฐานข้อมูลแล้ว นอกจากนี้ยังช่วยให้เรารู้ว่ามีหน้าไหนที่ยังมีปัญหากับกูเกิ้ลที่ยังไม่ถูกเก็บข้อมูลอยู่บ้าง

coverage

โอเคครับ จากนี้เราจะมาพูดคุยกันยาวๆกับ 4 ตัวแปลที่จะช่วยเราตรวจสอบ นั่นคือ Error, Valid with warnings, Valid และ Excluded

มาดูกันที่ Error

Error จะช่วยเราในการบอกว่ามีหน้าไหนบ้างที่มีปัญหา เลื่อนลงมาด้านล่างจะเห็นข้อมูลว่ามีปัญหาอะไรบ้าง. และเมื่อเรากดที่ตัวเลข เราจะรู้ว่าหน้าไหนบ้างที่มีปัญหา (ปัญหา ปัญหา และปัญหา)

เมื่อเรากดเข้าไปดูจะเห็นด้านซ้ายคำว่า Last crawled บอกถึงว่าตัวกูเกิ้ลบอทตรวจพบ error ของเราเมื่อวันไหน จากนั้นเมื่อรู้ปัญหาเราก็เข้าไปปรับปรุงในเว็บไซต์ต่อไป

Error มีกี่แบบ

ในส่วนของชนิด Error ทั้งหมดมีอยู่ 5 ตัว

  1. Server errors (5xx) : ปัญหาเมื่อตัวกูเกิ้ลบอทไม่สามารถเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ได้
  2. Submitted URL seems to be a Soft 404 : รหัส soft 404 คือ ผู้ใช้งานเข้าหน้าบนเว็บไซต์ของเราและไม่เจอหน้านั้นหรือมีเนื้อหานิดเดียว (จะต่างจากรหัส 404 ในข้อ 4 ซึ่งข้อ 2 จะเจอerrorแบบนี้ได้น้อยกว่าครับ)
  3. Redirect error : ปัญหาจากการทำ redirect(คือการกำหนด Url ใหม่ให้กับหน้าเดิม) หน้าเว็บไซต์เดิม แต่ก็ยังไม่พบหน้าที่ทำการ redirect
  4. Submitted URL not found (404) : ปัญหาจากการที่ไม่พบหน้านั้น(Page)ในเว็บไซต์ของเรา.
  5. Submitted URL has crawl issue

เราสามารถตรวจสอบลิงก์เพิ่มเติมได้โดยการกดช่องค้นหา แล้วใส่ URL เราจะเจอข้อมูลเพิ่มเติมที่กูเกิ้ลอยากให้เราแก้ไข

error

Valid with warning

หน้าต่างนี้จะแจ้งเตือนข้อมูลบางอย่างของเว็บไซต์เรา เช่น หน้าไหนที่เราถูกกูเกิ้ลบล็อก ก็จะแจ้งเตือนมาที่ช่องนี้

warning

การโดนบล็อกจากโรบอทคืออะไร? คืออย่างนี้ครับ เว็บไซต์เราจะมีไฟล์นึงชื่อ robots.txt (ผมแปะลิงก์ข้อมูลเพิ่มเติมจาก backlinko.comให้ เผื่อใครอยากอ่านเพิ่มเติม) เป็นไฟล์ที่เราจะบอกกูเกิ้ลว่าหน้าไหนที่เราไม่อยากให้กูเกิ้ลตรวจจับ (แต่เว็บไซต์ส่วนใหญ่ก็จะไม่ได้ใส่กัน)

ส่วนหน้าไหนที่เราไม่ต้องการให้กูเกิ้ลจับข้อมูล แค่ทำการ noindex,follow บางหน้าเท่านั้นพอ

Valid

ถ้าเราอยากรู้ว่าเว็บไซต์ของเราถูกเก็บข้อมูล(indexed) มากแค่ไหนแล้ว ให้มาดูที่ช่องนี้

valid

ยกตัวอย่างจากเว็บไซต์ที่โชในกราฟนี้ ถ้านำหน้า Post กับ Pages มารวมกันจำนวนกัน จะได้ที่

page
post

รวมกันก็จะได้ 74 + 38 = 112 จำนวนใกล้เคียงกับ Valid อยู่. เพราะบางหน้ามีการทำ Noindexไว้

Excluded

Excluded

รวบรวมหน้าต่างๆที่เราไม่ต้องการให้กูเกิ้ลเก็บข้อมูล เช่นหน้าไหนที่จะเป็นหน้าหาซ้ำ พอเราทำการ No index ในหน้านั้นก็จะมากองอยู่ในช่องนี้

โดยค่าต่างๆในช่องนี้มีอะไรบ้าง จะขอยกมาอธิบายเฉพาะบางตัวที่พบบ่อยนะครับ

exclude detail

Page with redirect : หน้าที่ถูกทำการ redirectไปแล้ว พอถูกทำแล้วก็จะไม่ถูกรวม อันนี้ถือว่าดี

Not found(404) : เป็นหน้าที่เวลาเราเข้าไปเราจะไม่เจอข้อมูลอะไรเลย เรียกว่า Error 404

Excluded by ‘noindex’ tag : หน้าเว็บหรือแท็กที่เราทำ noindex ไว้

Crawled – currently not indexed : หน้าที่ถูกตรวจพบแล้ว แต่กูเกิ้ลเลือกที่จะไม่เก็บข้อมูล

Alternate page with proper canonical tag : หน้าต่างๆที่ถูกทำ canonical tag ไว้.

Duplicate page without canonical tag : หน้าที่มีเนื้อหาซ้ำกันที่กูเกิ้ลตรวจจับได้ และยังไม่ได้ทำ canonical tag

Discovered – currently not indexed : หน้าที่ถูกตรวจพบแล้วแต่ยังไม่ถูกจัดเก็บในฐานข้อมูล

การใช้ Google Search Console เพื่อเพิ่ม Traffic

มีสองเครื่องมือหลักที่เรานำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเว็บ นั่นคือ Google Analytic และ Google search console ที่เรากำลังพูดถึงนี้. โดยจุดเด่นของ GSC มีสิ่งที่ตัว GA ไม่บอก เช่น. คีย์เวิร์ดที่ติดบนกูเกิ้ล อันดับเฉลี่ยของคีย์เวิร์ด จำนวนการคลิก การแสดงผล และอีกหลายส่วน. เรามาดูกันว่าทำอย่างไรที่จะนำข้อมูลเหล่านี้ข้อมูลเหล่านี้มาทำให้เว็บไซต์ของเรามี Traffic ได้เพิ่มขึ้น

ให้เราไปที่ Perfomance เมนูด้านซ้าย จะแสดงหน้าต่าง 2 ส่วน โดยด้านบนจะเป็นกราฟ และ ด้านล่างเป็นรายละเอียดของแต่ละคีย์เวิร์ด

ในภาพรวมการใช้งานเราดูสองอย่าง

1.คีย์เวิร์ดที่ติดอันดับอยู่ มีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง(ลดลงหรือเพิ่มขึ้น)

2.คีย์เวิร์ดใหม่ที่ติดมีคีย์อะไรบ้าง

สำหรับการดูทั่วไปผมคิดว่าน่าจะเห็นภาพง่ายอยู่แล้ว. ทีนี้จะขอยกบางเทคนิคที่จะช่วยเราวิเคราะห์คีย์เวิร์ดเพื่อเพิ่ม Traffic ให้ดียิ่งขึ้น

วิเคราะห์แต่ละคีย์เวิร์ด

เ่ราสามารถทำได้โดยการกดเลือกไปที่คีย์เวิร์ดที่เราต้องการดูได้โดยตรง หรือจะเลือกเพิ่มข้อมูลโดยการกดในปุ่ม New

จากนั้นเลือก Query และเพิ่มคีย์เวิร์ดที่ต้องการจะดูโดยเฉพะา

เท่านี้เราก็จะสามารถดูข้อมูลเฉพาะคีย์เวิร์ดนั้นได้ว่าในระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง

พยายามเอาข้อมูลทั้ง 4 ข้อนี้มาดูครับว่าตัวแปลไหนที่น่าจะส่งผลให้เราได้ Traffic มากขึ้นจากคีย์เวิร์ดนี้. เช่น

อันดับที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อ Traffic ใช่หรือไม่ แล้วจะทำอย่างไรให้อันดับเพิ่มขึ้น ?
ตอบ: อันดับที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อ Traffic ที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน(ดูจากกราฟด้านบน). เรื่องนี้เป็นเรื่องของการทำ on-page และ off-page ที่ดี แนะนำให้ปรับตัวonpage ให้ได้เนื้อหาที่ Intent ก่อนครับ

บางหน้าเพิ่มแค่เนื้อหาหรือคลิปวีดีโอที่ดึงดูดผู้ใช้งาน. หรือวิธีที่ผมชอบใช้คือเพิ่มตารางราคาเพื่อให้ติด Feature snippet วิธีนี้กูเกิ้ลชอบมากๆ

table

สำหรับใครที่สนใจในการปรับOnpageแล้ว แนะนำบทความคู่มือทำOnpageด้วยตัวเองครับ

หรือถ้าอันดับคงที่แล้ว จะทำอย่างไรให้คนคลิกมากขึ้น?
ตอบ : อย่างแรกให้ปรับในส่วนของ Title และ Description ของเรา เพื่อดูว่าจะสามารถดึงดูดผู้ค้นหาได้มากน้อยแค่ไหน

นำคีย์เวิร์ดที่คล้ายกันมาเปรียบเทียบ

เลือกในส่วน Query เหมือนเดิม และเลือก Compare. จากนั้นเลือกคีย์เวิร์ดที่คล้ายกันมาเปรียบเทียบ

เช่นผมเอาคำว่า “วิธีทำให้หน้าอกใหญ่” กับ “อยากนมใหญ่” มาเปรียบเทียบกัน

เราอาจจะเลือกดูในส่วนของ เทรนได้ เช่นสองคำนี้ความหายเหมือนกัน แต่พอดู CTR จะเห็นว่ามีบางช่วงที่ผลลัพธ์ทั้งเหมือนกัน และตรงกันข้ามกัน

หรือผมเอาคำสองคำที่ต่างกันเพื่อดูเทรนเช่น “รับผลิตอาหารเสริม” กับ “รับผลิตครีม” เพื่อเปรียบเทียบข้อมูล

เช็คว่าหน้านั้นของเราติดคีย์เวิร์ดอะไรบ้าง

เลือกในส่วน New และตามด้วย Page

จากนั้นเลือกในส่วนบนให้เป็น Exact URL แล้วใส่ลิงก์หน้าที่เราต้องการดูลงไป เท่านี้เราก็จะเห็นคีย์เวิร์ดที่ติดอันดับทั้งหมดในปัจจุบัน

เปรียบเทียบข้อมูลหลังจากปรับเปรียบ

สมมติว่าเราทำการลองปรับ Title ดู แล้วอยากรู้ว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไรบ้าง ก็ลองเลือกวันก่อนที่จะปรับ กับวันหลังจากปรับแล้วสัก 30 วัน ก็จะช่วยให้เราเห็นข้อแตกต่างมากขึ้น (ในกรณีที่อันดับไม่ได้ปรับตามนะครับ) หรือจะใช้วิธีนี้ในการดูอันดับที่ปรับในระยะเวลาที่เรากำหนดก็ได้เช่นกัน

ให้เลือกส่วนของ Date แล้วเลือก Compare เพื่อดูว่าจะเปรียบเทียบวันไหนบ้าง

จากนั้นให้เลือกเฉพาะ page ที่ได้กร่าวไปก่อนหน้านี้. นำค่าที่ได้มาเปรียบเทียบกันจะเห็นความแตกต่างครับ

เช็ค Internal & External link

การเช็ค Internal link จะช่วยให้เราดูได้ว่าเราให้ความสำคัญกับหน้าไหนเป็นพิเศษ เพราะหน้าไหนที่เราให้ความสำคัญ หน้านั้นควรที่จะเป็นหน้าที่มีการลิงก์เข้ามามากเป็นอันดับต้นๆ

วิธีการเช็ค เมนูด้านซ้าย ให้เลือกมาในส่วนด้านล่างจะเห็นตัวเลือก Links

จากนั้นให้เราลองดูในส่วนของ Internal link ครับ และดูว่าหน้าที่เราใส่ Internal link นั้นตรงกับการทำ Structure เว็บไซต์เราหรือไม่. เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้นผ่านบทความคู่มือทำSEOด้วยตัวเองได้ครับ ผมเขียนเรื่องนี้ไว้

Experience

ในส่วนนี้จะบอกถึงว่าเว็บไซต์ของเราสร้างประสบการณ์ที่ดี หรือเป็นเว็บไซต์ที่ดีที่กูเกิ้ลต้องการหรือไม่ โดยเริ่มจาก

Page Experience

page experience

ข้อมูลตรงนี้ถ้าใครใช้ WordPress และปรับให้ได้ Mobile-friendly อยู่แล้วก็ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ เว็บไซต์จะถูกปรับให้เอง อย่างเว็บไซต์นี้พึ่งมาแสดงค่าตอนวันที่ 1 มิถุนายน 2021 ส่วนค่าที่เหลือก็จะเช็คตามนี้

page experience signal

ของใครยังไม่ผ่านส่วนไหน ลองคลิกเข้าไปแล้วอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมตามที่เขาแจ้งให้นะครับ

Core web Vitals

ในส่วนนี้เราเอาไว้ดูว่าความเร็วของเว็บไซต์เราผ่านเกณฑ์ที่กูเกิ้ลต้องการไหม. เอาจริงๆช่วงแรกค่อนข้างปวดหัวกับส่วนนี้มาก และอยู่ดีๆก็ได้รับการอัพเดทและผ่านเกณฑ์ไปได้โดยที่ยังไม่ทำอะไร(จากที่พยายามปรับตั้งนาน) เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอะไรที่ที่ทำดีที่สุดแล้วก็ต้องปล่อยผ่านไปบ้าง อย่าไปกังวลกับมันมาก

Mobile Usability

ในหน้านี้ตัว GSC จะคอยบอกเราว่าหน้าเว็บไซต์เราเพี้ยนไปหรือไม่. ซึ่งช่วยเราได้มากเวลาเกิดเว็บไซต์เรามีหน้าไหนผิดปกติ หรือหน้าไหนเราเพี้ยน ให้มาเช็คที่ส่วนนี้ได้เลยครับ

สรุป

google search console เป็นเครื่องมือที่ช่วยเราในการปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อทำให้ได้ผลลัพธ์ในส่วนของ SEO ที่ดีขึ้น ดังนั้นพยายามดูและเช็คบ่อยๆว่ามีส่วนไหนที่เราต้องปรับ โดยเฉพาะคอนเทนต์ใหม่ๆให้พยายามเช็คด้วยนะครับว่าตัวบอททำการเก็บ Indexed ในเนื้อหาใหม่ของเราแล้วยัง ทั้งนี้ก็จะช่วยให้เราไม่พลาดนำคอนเทนต์ใหม่ขึ้นไปติดอันดับบนกูเกิ้ลได้ครับ

Similar Posts