onpage
SEO

คู่มือทำ onpage ด้วยตัวเองให้เหมาะกับปี 2021

  • ทำ On-page ที่ดี ทำอย่างไร?
  • ทำอย่างไรที่จะทำให้หน้าบนเว็บไซต์ของเราติดอันดับบน Google?

การทำให้หน้าของเราติดseoได้อย่างชัวร์สิ่งแรกที่เราควรจะทำคือการปรับ On-page หรือหน้าเว็บไซต์ของเราให้ถูกหลัก Google bot ก่อน ให้ตัวบอทเก็บข้อมูลสิ่งที่เราอยากให้เก็บได้ถูกต้อง. แล้วหน้าที่เราต้องการก็จะถูกเก็บข้อมูลบน Site Index ครับ

ก่อนที่จะไปเรื่องของการทำ On-page. ผมอยากจะให้เพื่อนๆได้เห็นภาพกระบวนการเก็บข้อมูลของกูเกิ้ลบอทสั้นๆก่อน

clawling budget

เริ่มจากการ Crawling คือการที่บอทเข้าไปเก็บข้อมูลในเว็บไซต์ของเราแต่ละหน้า. จากนั้นก็จะทำการ Indexing หรือก็คือการนำข้อมูลที่ได้เก็บรวบรวมไว้. จากนั้นจึงค่อยนำข้อมูลของเราไปประมวลผลและจัดทำเป็น Ranking หรือจัดอันดับของเราบนการค้นหาต่อไป

ข้อดีของการทำ On-Page คืออะไร?

การทำ On-page จะช่วยให้การทำ Indexing นั้นทำให้เราส่งข้อมูลที่ถูกต้องให้กับกูเกิ้ลบอท หรือเรียกได้ว่าการจัดการข้อมูลบนเว็บไซต์เพื่อให้ตัวกูเกิ้ลบอทเก็บข้อมูลได้ตรงตามที่เราต้องการ

การทำ On-page นั้นไม่ยากเลยครับ ใครก็สามารถทำได้แค่รู้หลักการ. โดยในบทความนี้ผมจะเพิ่มวิธีการจริงที่ผมใช้และข้อมูลจากการวิจัยของเว็บไซต์ดังๆมาช่วยซัพพอร์ตให้เห็นภาพกันมากขึ้นครับ

Checklist SEO ออนเพจ

สิ่งสำคัญที่จะทำให้ตัวบอทกูเกิ้ลรู้ว่าหน้านี้เราต้องการเน้นคีย์เวิร์ดอะไร. มีอะไรบ้างมาดูกันครับ

Title H1

ให้เราใส่คีย์เวิร์ดหลักของหน้านั้นที่เราต้องการลงใน H1 เช่นบทความนี้ผมต้องการเน้นคีย์เวิร์ดคำว่า “On-page”. ผมจึงตั้งหัวข้อบทความนี้ว่า “คู่มือทำ on page ฉบับปี 2021″.

ในส่วนของ H1 Tag. ถ้าเราทำใน WordPress ส่วนที่เป็น Pages กับ Post จะแตกต่างกันเล็กน้อย

post page

ถ้าเราทำใน Pages เราจะสามารถกำหนด H1 Tags ได้เองว่าจะใส่ตรงไหนหรือจำนวนกี่อันก็ได้(เดี๋ยวเราจะมาคุยกันว่าใส่ H1 tags กี่อันดีที่สุด).

ส่วนถ้าเป็น Post. บน wordpress จะกำหนดให้เราไว้แล้วในส่วนของการกำหนดหัวข้อ(Add title) และในส่วนเนื้อหา เวลาที่เรากำหนดหัวข้อจะสามารถกำหนดให้เป็นได้แค่ H2-H6 เท่านั้น (เพราะH1 ก็จะอยู่ในส่วนหัวข้อบทความเท่านั้น)

Add title

มี H1 Tags เท่าไหร่ถึงจะดี?

แม้ว่าในส่วนที่เป็น Pages เราจะสามารถสร้าง H1 Tags ได้หลายอันก็ตาม. แต่การมี H1 tag แค่หนึ่งตัว จะช่วยให้ตัวบอทเข้าใจคีย์เวิร์ดที่เราโฟกัสได้ง่ายขึ้น

(ด้านบนคือข้อมูลส่วนหนึ่งจาก Neilpatel )

Subheading H2

ในส่วนของ H2 Tags ให้เราใส่คีย์เวิร์ดที่ต้องการเหมือนกับ H1 Tag.

ในส่วนของการใส่ H2. เช่นเราอยากเน้นคีย์เวิร์ด “ทำยูทูป”. แปลว่าใน H2 เราจะต้องใส่คีย์”ทำยูทูป” ทุกอันเลยใช่ไหม?

ก่อนจะตอบคำถามนี้เราลองมาค้นดูดีกว่าครับว่ากูเกิ้ลมองคำว่า “ทำยูทูป” แปลมาได้ยังไงบ้าง

search youtube

จะเห็นว่าการค้นหา”ทำยูทูป”. จริงๆแล้วกูเกิ้ลมองคำที่คล้ายกันด้วยเช่น “ทำ Youtube” “สร้างช่อง Youtube” “ยูทูปเบอร์”

คำเหล่านี้เราสามารถนำมาใส่ใน H2 tags แทนคำว่า “ทำยูทูป” อย่างเดียวได้ เพราะการใส่แค่”ทำยูทูป”อย่างเดียวบางทีก็ดูเป็นการจงใจเกินไป ถามว่าทำได้ไหมก็ทำได้นะครับ. แต่จะดีกว่านั้นคือเราใส่คีย์ให้เป็นธรรมชาติที่กูเกิ้ลต้องการดีกว่าครับ

วางlayout

Meta tags

ในส่วนของ Meta tags คือการให้บอกกูเกิ้ลว่าเราอยากให้แสดงผลอะไรบนหน้ากูเกิล หรือคือการกำหนด Snippet ของข้อมูลที่เราจะโชขึ้นหน้ากูเกิ้ล

ในส่วนของการทำ On-page ผมจะยกมา 3 องค์ประกอบ. ใครอยากรู้ละเอียดมากขึ้นสามารถอ่าน Meta tags – Hubspot

meta tag

Title Tag

กำหนดหัวข้อที่จะแสดงผลบนการค้นหากูเกิ้ล. ใส่คีย์เวิร์ดที่เราต้องการเข้าไปด้วยครับ

Meta Description

กำหนดรายละเอียดของหน้านั้น และอย่าลืมใส่คีย์เวิร์ดที่เราต้องการ

Permalink

กำหนดลิงก์ URL ของเรา. แนะนำว่าให้ใช้เป็นภาษาอังกฤษ สั้นๆได้ใจความ


บน WordPress เราสามารถใช้ปลั๊กอิน Yoast หรือ Rank Math เพื่อช่วยในการทำได้ ตัวอย่างจาก Rank Math

Alt Attribute photo and File name

คือการกำหนดคีย์เวิร์ดบนรูปภาพ วิธีกำหนดมีอยู่ 2 ส่วน คือ กำหนดในไฟล์ชื่อรูปภาพ. และมากำหนดใน Alt text อีกครั้ง.

การกำหนดคีย์เวิร์ดใน Alt text จะช่วยให้บอทรู้ว่ารูปนี้คืออะไร. และจะช่วยทำให้รูปเราขึ้นไปอยู่ในหน้าค้นหาเวลามีคนค้นหาคำนั้น

optimize image

Tip: ให้ใส่เฉพาะคีย์เวิร์ดที่เราต้องการ คำจำกัดความไม่ต้องยาว

alt text

Keyword Frequency

คำถามส่วนใหญ่ในเรื่องของการเขียนบทความที่หลายคนถามกัน

  • เนื้อหาในบทความทั้งหมดควรมีกี่คำ?
  • เราควรใส่คีย์เวิร์ดมากแค่ไหน?

เนื้อหาในบทความทั้งหมดควรมีกี่คำ?

ในส่วนของจำนวนคำทั้งหมดในบทความนั้น ผมแนะนำให้เราดูจากคู่แข่งของคีย์เวิร์ด ตั้งแต่อันดับ 1-3 ว่าเขาเขียนเยอะแค่ไหน

เช่นถ้าคู่แข่งอันดับ 1 เขียน 1,500 คำ. แปลว่าสิ่งที่เราควรทำคือเขียนให้ได้เท่ากันหรือมากกว่า และไม่ใช่แค่เขียนมากกว่าเท่านั้น ในรายละเอียดต่างๆเช่นหัวข้อย่อย. เราจะต้องใส่ให้ครบถ้วนด้วย

อีกหนึ่งคำถามที่ถูกถามบ่อยคือ. เราสามารถลงบทความได้บ่อยแค่ไหนในเว็บไซต์ของเรา. ใครสนใจเรื่องนี้ลองดูนะครับ

ในส่วนของสถิติเว็บไซต์ทั่วโลกพบว่าค่าเฉลี่ยของจำนวนคำที่ติดอันดับ 1-10 อยู่ที่ 1,447 คำในบทความ.

word count

เราควรใส่คีย์เวิร์ดมากแค่ไหน?

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีคำตอบตายตัว. แต่จากข้อมูลอ้างอิงที่ผมหามา แนะนำว่าให้ใส่คีย์เวิร์ดลงไปในเนื้อหาที่ 2-5%. ของเนื้อหาทั้งหมด

สิ่งที่สำคัญที่กล่าวไว้คือการทำให้หัวข้อของคีย์เวิร์ดครบถ้วนโดยการทำ LSI Keyword (Latent Semantic Indexing). คือการหาความหมายที่ถูกจัดกลุ่มอยู่ในคีย์เดียวกัน

เช่น ในคีย์เวิร์ด”Content Marketing” กูเกิ้ลสามารถเข้าใจได้ว่าเนื้อหาที่เรากำลังพูดถึงนั้นครอบคลุมในเรื่องไหนบ้าง.

(ขอบคุณข้อมูลจาก Backlinko.io สามารถอ่านในเรื่องของการทำ LSI ได้เพิ่มเติมครับ)

ในส่วนทั้งหมดนี้คือการปรับ On-Page เพื่อให้การ Indexing นั้นทำได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นในส่วนนี้เราจะสามารถมั่นใจได้ว่าบทความที่เราออกแบบมานั้นครอบคลุมกับเนื้อหาและคีย์เวิร์ดที่เราต้องการ


เพิ่มประสิทธิภาพให้ On-page

หัวข้อที่แล้วเราพูดถึงการปรับหน้าเพจให้ส่งข้อมูลการทำ Indexing ได้ถูกต้อง ดังนั้นแค่หัวข้อก่อนหน้านี้ก็สามารถทำให้ติดกูเกิ้ลในหน้าแรกได้แล้ว แต่ในหัวข้อนี้เราจะมาพูดถึงวิธีการต่างๆที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำออนเพจของเรามากยิ่งขึ้น

Internal link

การทำ Internal link คือลิงก์โยงในเว็บไซต์ของเราเอง ไปสู่อีกหน้าหนึ่งในเว็บไซต์ของเรา เช่น หากใครสนในในเรื่องของการทำSEO ด้วยตัวเอง. บทความนี้เป็นบทความที่น่าสนใจ.

ในการทำ Internal link. เราจะทำลิงก์ผ่านข้อความหรือ Achor text. โดยคีย์เวิร์ดที่ทำนั้นสังเกตุว่าจะเป็นคีย์ที่ผมตั้งใจให้หน้านั้นติดคือคำว่า “ทำSEO ด้วยตัวเอง”

ข้อดีของ Internal link มีหลายอย่างมากไม่ว่าจะเป็น

  • ทำให้คนอยู่บนเว็บไซต์เรานานขึ้น. ลดการ Bound rate
  • เว็บไซต์ติดอันดับไว. เพราะเก็บข้อมูลได้ไวขึ้น
  • ช่วยให้หน้าที่กำลังตาย กลับมาใหม่ได้. โดยการทำ Internal link จากหน้าที่ติดอันดับ. ไปสู่หน้าที่ยังไม่ติด ช่วยให้หน้าใหม่ของเราติดอันดับได้ไวขึ้นไปอีก

External link

คือการทำส่งลิงก์ออกไปยังเว็บไซต์อื่น ทำเพื่อต้องการอ้างอิงว่านำมาจากเว็บไซต์นี้ หรืออยากให้User ของเราดูข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์อื่นก็ได้

เช่น ผมแนะนำบทความการทำSEOด้วยตัวเองของต่างประเทศที่ผมชอบ. นั่นคือ Backlingo และ Ahref หรือถ้าผมอยากส่งคีย์เวิร์ดที่ตรงกับหน้าที่ผมอยากส่งให้ การทำ H1 Tag ที่ดีที่ครบถ้วน(อยากให้อ่าน)

หลายคนไม่ให้ความสำคัญกับการทำ External link (หนึ่งในนั้นก็คือผม) เพราะเรามองว่าเราส่งลิงก์ให้คนอื่น ก็ไม่น่าจะมีผลอะไรกับเรามากมายนี่!

แต่ลองมาดูข้อมูลชุดนี้กันก่อนก่อนครับ

จากการทดสอบของเว็บไซต์ rebootonline ทดสอบกับ 2 คีย์เวิร์ด 10 เว็บไซต์ สีน้ำเงินคือเว็บที่มี External link ส่วนสีส้มไม่มี ผลลัพธ์ที่ได้คือเว็บไซต์ที่มี External link มีการติดอันดับที่ดีกว่า

ดังนั้นแล้วอย่าเพิ่งทิ้งการอ้างอิงไปยังเว็บไซต์อื่นครับ. ในทางทฤษฏีมองว่ากูเกิ้ลให้ความสำคัญกับการ”ให้เครดิต” ไม่ว่าจะเป็นจากแหล่งที่มา หรือการให้ข้อมูลเพิ่มเติม ล้วนสร้าง ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว


ปัจจัยที่ช่วยให้บทความมีคุณภาพยิ่งขึ้น

เมื่อทำบทความให้ถูกหลัก On-page แล้ว เราจะมาเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์ของเราขึ้นไปอีก โดยหลักการมี 4 ปัจจัยที่สำคัญ

  • User experience
  • Bounce Rate and Dwell Time
  • Page loading speed
  • Click-through-rate

User Experience (UX)

คือการสร้างประสบการณ์ให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์ของเรารู้สึกสะดวกสบาย และเกิดความสนใจในเนื้อหาของเราได้มากที่สุด.

โดยเริ่มจากเรื่องเล็กๆอย่างการจัด Layout บนมือถือ ตัวอักษรไม่เล็กไป หรือเกะกะเกินไป

Bounce Rate and Dwell Time

Bounce Rate คือค่าที่เก็บข้อมูลเปอร์เซ็น(%) การออกจากหน้านั้นทันที

เช่นคนเข้าหน้า A หนึ่งร้อยคนแล้วออกจากหน้า Aทั้งหมด แปลว่า Bounce Rate = 100%.

คนเข้าหน้า A หนึ่งร้อยคน แล้วออกจากจากหน้าA 50คน ที่เหลือมีการเข้าหน้าอื่นต่อ Bounce Rate = 50%

Dwell Time คือ ระยะเวลาคนที่เข้ามาดูหน้านี้จากการเข้ามาทาง Search

เช่น ผมหาคำว่า”วิธีทำขนมปัง” ผมเข้าหน้า A ดูแล้วเนื้อหาไม่ค่อยดี ผมจึงกดย้อนกลับไปที่ค้นหาเหมือนเดิม โดยผมอยู่บนหน้า A ที่ 5 วินาที ดังนั้น Dwell Time = 5 s

กับเว็บ B ผมเข้าทางการค้นหา”วิธีทำขนมปัง” หน้าBมีทั้งบอกรายละเอียดเป็นขั้นเป็นตอน มีส่วนประกอบสูตร มีคลิปวีดีโอให้ดู ผมใช้เวลากับหน้า B ไปที่ 7 นาที 35 วินาที. แล้วจากนั้นผมจึงค่อยออก. ดังนั้นหน้า B Dwell time = 7.35s

ดังนั้นพอจะเดาได้ใช่ไหมครับว่าหน้าไหนที่กูเกิ้ลจะนำขึ้นเป็นอันดับแรกๆ.

สรุปคือ Bounce Rate ยิ่งน้อยยิ่งดี. และ Dwell Time ยิ่งมากยิ่งดี

โดยเราสามารถดูข้อมูลทั้งสองนี้จาก Google Analytic ได้

Google analytic

ดู Bounce Rate เข้าหมาหน้าแรกเราก็จะเห็นเลยครับ แล้วค่อยเข้าไปดูข้อมูลของแต่ละหน้าได้

bounce rate

ดู Dwell Time ให้ดูในส่วนค่าเฉลี่ยของ Time on page

Page loading speed

จริงๆตอนนี้ถ้าหน้าของเรากดเข้าไปแล้วเรารู้สึกว่าไม่ช้าจนเกินไป แค่นี้ก็ดีต่อผู้ใช้งานแล้วครับ แต่ถ้าเอาให้ถูกตามหลักที่กูเกิ้ลกำลังประกาศเรื่อง Core Web Vitals. หากปรับได้ก็เป็นสิ่งที่ดีมากครับ. เบื้องต้นผมมองว่าเราควรที่จะเริ่มมา Optimize เว็บไซต์ของเราไว้ก่อนเพื่อให้ได้ค่าตรงนี้ที่ดี

โดยสามารถเช็คผ่าน PageSpeed Insights

pagespeed

เบื้องต้นถ้ายังได้คะแนนไม่ถึงสีเขียวก็ไม่ต้องกังวลครับ ตรงนี้ไม่ใช่ปัจจัยหลัก เพราะอย่างหลายๆเว็บที่ผมดูแลอยู่ก็ไม่ได้คะแนนดีที่สุด เพราะถ้าจะให้เว็บแรงๆเลยก็ต้องชั่งใจเรื่องดีไซน์ไว้นิดนึงว่าเว็บอาจจะไม่สวยพอ.

Click-through-rate (CTR)

คือเปอร์เซ็นการแสดงผลเทียบกับการคลิกเข้าเว็บไซต์ เช่น หน้าA แสดงผล 1,000 ครั้ง แต่มีคนคลิกอยู่ 100 ครั้ง ดังนั้น CTR= การแสดงผล/คลิก = 1,000/100 = 10%

เราสามารถดูค่า CTR ผ่าน Google Search Console

CTR

วิธีการที่จะทำให้เปอร์เซ็นของ CTR สูงขึ้น แนะนำว่าให้ปรับในส่วนของ Title Tag ให้หัวข้อดึงดูด เพื่อที่จะทำให้คนค้นหาคลิกเว็บเราให้มากที่สุดครับ

การสร้าง Headline ที่ดี จะช่วยให้ผู้ค้นหาสะดุดกับเว็บไซต์เรามากขึ้น และส่งผลให้เลือกที่จะกดเว็บไซต์ของเรา ดังนั้นนี่คือคีย์ที่จะช่วยทำให้หัวข้อของเราน่าสนใจครับ

How to

หัวข้อในเชิงบอกถึงวิธีการ

Ex. วิธีการวอร์มอัพก่อนออกกำลังกาย

Question

ตั้งคำถามปลายเปิดให้กับหัวข้อ เพื่อดึงดูดคนที่มีคำถามนั้น

Ex. อยากขาว ทำอย่างไร? 10 วิธีช่วยให้ได้ดั่งใจ

Review

Ex. รีวิวหลังการใช้ที่มาร์กหน้า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นใน 3 วัน

Number

คือการใส่ตัวเลขเพื่อบ่งบอกผลลัพธ์บางอย่าง หรือบอกขั้นตอนเคล็ดลัพธ์บางอย่าง

Ex. 7 วิธีการนอนให้ดีต่อสุขภาพ

The Best

การบอกว่าสิ่งที่เรานำเสนอนั้น ดีที่สุด หรือถูกที่สุด

สรุปในเรื่องของการทำ On-page

เนื้อหานี้เพื่อนๆลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ. จริงๆมีอีกหลายทริกเลยที่กูเกิ้ลค่อนข้างชอบ อย่างล่าสุดที่ผมทดลองการทำตารางในเว็บติดกูเกิ้ลดีมาก(ใครอยากรู้วิธี inboxมาพูดคุยได้ครับ) หรือการทำ FAQ บนเว็บก็ช่วยดันหน้าของเราได้ดีเช่นกัน. ทำOn-page ให้ถูกหลักก่อน แล้วเทคนิคต่างๆเราค่อนใช้นำมาเสริมได้ครับ

หากอยากเริ่มต้นทำSEOด้วยตัวเอง สามารถอ่านเพิ่มเติมที่ลิงก์ได้ครับ

Similar Posts