ทำseoด้วยตัวเอง
SEO

คู่มือเริ่มต้นทำSEOด้วยตัวเองให้ติดหน้าแรกฉบับปี 2021

  • ทำอย่างไรที่เราจะสามารถทำ SEO ได้ด้วยตัวเอง?
  • และเราจะเริ่มต้นในการทำอย่างไร?

คู่มือการทำSEOด้วยตัวเอง โดยปกติการทำSEOนั้นใช้เวลาเริ่มต้น 3-6 เดือนในการเห็นผลลัพธ์(บางคีย์เวิร์ดก็มากกว่า) ดังนั้นถ้าทำผิดตั้งแต่แรกค่อนข้างจะเสียเวลาเลยทีเดียว คู่มือนี้จะช่วยให้คุณเริ่มต้นอย่างถูกต้องให้คุณได้รู้ว่าเรื่องไหนบ้างที่สำคัญต่อSEO และวิธีการเริ่มต้นควรเริ่มจากอะไร

ในการทำSEOต้องเริ่มจากการวางโครงสร้างอย่างถูกต้อง ซึ่งวิธีการบางส่วนผมยกมาจากหลักสูตร เวิร์คช็อปBlueprint SEO ในช่วงแรกของการทำSEOครับ.

เช็ค Keyword ก่อนทำ SEO

  • ต้องเริ่มต้นจากอะไรถ้าเราต้องการคนเข้าเว็บไซต์เยอะๆ?

นั่นคือการเริ่มเช็คคีย์เวิร์ดก่อนว่ามีคีย์เวิร์ดอะไรที่น่าสนใจบ้าง. โดยสิ่งสำคัญที่เราต้องการรู้จากคีย์เวิร์ดนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า “Search Volume”

Search Volume คือการรู้จำนวนปริมาณการค้นหาใน 1 เดือน เช่น คำว่า “Keyword” มีการค้นหาเฉลี่ยที่ 3,600 ครั้งต่อเดือน(ในประเทศไทย) ดังรูป

keyword

การรู้ Search Volume จะช่วยให้เรารู้ว่าคีย์เวิร์ดไหนสำคัญ เพราะมีหลายครั้งที่ผมเคยเจอ บางคนที่ต้องการทำSEO หรือยิงGoogle Ads ไม่รู้จำนวนของการค้นหาในคีย์เวิร์ดนั้น. ทำให้สูญเสียจำนวนการค้นหาไป ยกตัวอย่างคำว่า “คีย์เวิร์ด” กับ “keyword” แม้ว่าจะเป็นคำเดียวกัน แต่มีการค้นหาที่ต่างกันอยู

คีย์เวิร์ด

ดังนั้นก่อนที่เราจะทำ Google Ads หรือ SEO จะต้องเก็บลิสคีย์เวิร์ดไว้ก่อนทุกครั้งเพื่อจะได้นำคีย์เวิร์ดที่สำคัญจริงๆมาใช้งาน เรียกคนเข้าเว็บไซต์ให้กับเรา

วิธีเช็ค Keyword ด้วย Keyword Surfer

วิธีแรกเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และรวดเร็วที่สุด นั่นคือการติดตั้งส่วนเสริมของ Chrome ที่เรียกว่า Keyword surfer

เมื่อคลิกแล้วจะเห็นหน้าต่างส่วนเสริม ให้กด เพิ่มใน Chrome

keyword surfer

ในส่วนของวิธีการใช้งาน เมื่อเราค้นหาบน Google เครื่องมือนี้จะแสดงข้อมูลของ Search Volume ให้กับเราในทันที โดยแสดงในช่องการค้นหามีทั้ง Search Volume และ CPC(ราคาเฉลี่ยต่อคลิก สำหรับผู้ใช้ Google Ads) และด้านซ้ายของหน้าจอ เราสามารถดู Keyword Ideas ไว้ใช้สำหรับดูคีย์เวิร์ดอื่นๆที่ใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ดหลักที่เราค้นหา

search volume

เช็คคีย์เวิร์ดด้วย Keyword planner

ข้อเสียในส่วนของวิธีหาด้วย Keyword Surfer นั่นคือเราไม่สามารถดูข้อมูลได้ทุกคำ. ดังนั้นผมจะมาดูผ่านเครื่องมือของ Google Ads โดยตรงนั่นคือ Keyword planner

Keyword planner เป็นเครื่องมือหลักของ Google ดังนั้นในโปรแกรมต่างๆรวมถึง Keyword surfer เองจะอ้างอิงข้อมูลจากตัว Keyword planner ทั้งหมด

เครื่องมือนี้จะเหมาะกับคนที่ยิงโฆษณาผ่าน Google Ads เท่านั้น เพราะข้อมูลที่แสดงนั้นจะแสดงเป็นตัวเลขให้กับเฉพาะผู้ที่ยิงโฆษณา

Keyword Mapping วางแผนคีย์เวิร์ดแพลน ก่อนเริ่มทำ on page

Keyword Mapping คือการวางเฟรมเวิร์คคีย์เวิร์ดของเว็บไซต์ โดยเราจะเตรียมคีย์เวิร์ดที่สำคัญต่างๆเพื่อนำมาใส่ในเว็บไซต์ในกระบวนการของการทำ On-page

ดังนั้นก่อนที่เราจะเริ่มทำSEO ให้กับเว็บไซต์ จะต้องหา Keyword mapping เพื่อเตรียมสำหรับใส่ในเว็บไซต์ของเรา. โดยหลักๆเราสามารถแบ่งประเภทของคีย์เวิร์ดใหญ่ๆได้ 2 ส่วนคือ Commercial Keyword และ Information Keyword(บางสำนักให้มากกว่านี้ แต่ผมมองว่าแค่ 2 ส่วนนี้ก็ทำให้เราเห็นภาพได้ง่ายแล้ว )

Commercial Keyword

คีย์เวิร์ดประเภทนี้จะเป็นกลุ่มคำที่ทำให้เราเกิดยอดขาย สามารถขายบริการหรือสินค้าได้. หรือเป็นประเภทที่ช่วยเพิ่ม LEAD เช่น. บริการกำจัดปลวก, รับทำSEO, โรงงานผลิตครีม, ฉีดโบท็อก จะเห็นว่ากลุ่มคำประเภทนี้จะสามารถเรียกลูกค้าที่กำลังต้องการใช้บริการกับเรา. คีย์เวิร์ดประเภทนี้เรียกได้ว่าเป็นคีย์เวิร์ดทำเงินให้กับธุรกิจของเรา

Infomation Keyword

คีย์เวิร์ดประเภทข้อมูล เป็นประเภทที่ให้ข้อมูลกับลูกค้าของเราเป็นหลัก คีย์เวิร์ดประเภทนี้จะถูกนำมาใช้เป็นบทความเพื่อให้คนที่ค้นหาข้อมูลได้เจอเรา แม้ว่าเขาอาจจะยังไม่ใช่ลูกค้าของเรา. แต่เราสามารถรักษาความสัมพันธ์ได้จากการที่ลูกค้าได้เจอกับเราไม่ว่าจะเป็นการทำ CRM ต่อได้

วางโครงสร้าง Site structure

การทำ Site Structure. คือการวางโครงสร้างคีย์เวิร์ดของเว็บไซต์ เพื่อให้ Googlebot รู้ว่าคีย์เวิร์ดไหนที่สำคัญ

site structure

เครดิต https://wiseseo.guru/what-is-the-best-site-structure

จากในส่วนของการวาง Keyword mapping เมื่อเราเตรียมคีย์เวิร์ดไว้เรียบร้อย. ทีนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะนำมาใช้งานแล้วครับ.

วิธีการนั้นไม่ยากเลยครับ ในส่วนของ Site structure นั้นจะเห็นว่าลำดับแรกเริ่มจาก Home Page ไล่มาที่ Main Topic Page > Sub-Topic Pages > Posts

Home Page

ในส่วนนี้ปกติเราจะไม่วางคีย์เวิร์ดไว้ที่หน้าแรก. เพราะเป็นหน้าที่เน้นรวมเนื้อหา และความสวยงาม. แต่อันนี้ก็แล้วแต่คีย์เวิร์ดและการออกแบบของแต่ละคนด้วย.

อย่างถ้าคีย์เวิร์ดมีจำนวนที่น้อยในธุรกิจ เช่น ธุรกิจโรงงานปั๊มโลหะ บางครั้งผมก็เลือกใส่คีย์เวิร์ดในหน้า Home page ไปเลย ถ้าบริการของคีย์เวิร์ดมีไม่เยอะ. แล้วก็นำคีย์เวิร์ดประเภท Commercial ไปไว้ในส่วน Main Topic pages ต่อ

Main Topic Pages

ในหน้านี้จะเป็นหน้าบริการ หรือสินค้าของเราเน้นวาง Onpage คีย์เวิร์ดที่เป็น Commercial (ที่เราเตรียมไว้แล้วมาสร้างเป็นหน้าบริการ เช่นคีย์เวิร์ด “บริการกำจัดปลวก” “ประกันรถยนต์” “โรงงานผลิตครีม”

ถ้าเป็นเว็บ E-Commerce หน้านี้เราจะใช้เป็นหน้าที่รวมสินค้า เพื่อที่จะดันคีย์เวิร์ดประเภท e-commerce เช่น “โน้ตบุ๊ค” “เครื่องสำอาง” “เฟอร์นิเจอร์”

Sub-Topic Page

หน้านี้จะมีหรือไม่มีก็ได้ครับ ขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ดที่เราเตรียมมา ถ้าใครมีคีย์เวิร์ดที่เป็นประเภท Commercial เยอะ หรือคิดว่าคีย์เวิร์ดนี้น่าจะยังเป็นคีย์เวิร์ดที่ลูกค้าค้นหาอยู่

เช่นคีย์เวิร์ด “มาตรฐานผลิตอาหารเสริม” สำหรับธุรกิจโรงงาน OEM. แม้คำจะไม่แรงเท่า”โรงงานผลิตครีม” แต่ก็เป็นคำที่คนค้นหา น่าจะกำลังสนใจสร้างผลิตภัณฑ์

ส่วนถ้าเป็นเว็บ E-Commerce ในส่วนนี้เราสามารถวางโครงให้เป็นสินค้าของเราก็ได้ ขึ้นอยู่ที่การออกแบบ

Post

หน้าบทความ จะใช้กับคีย์เวิร์ดประเภท Information Keyword ทั้งหมด หรือคีย์เวิร์ดประเภท Long tail keyeord ในส่วนบทความนี้มีความสำคัญมาก. ยิ่งเยอะยิ่งดี. โดยให้ใช้วิธีการทำเนื้อหาในลักษณะ Content Hub จะช่วยเสริมให้คีย์เวิร์ดที่เราตั้งใจทำนั้นติดคีย์เวิร์ดได้ง่ายขึ้น

และหน้าบทความ ให้ใส่ Internal link ไปหาบทความคีย์เวิร์ดอื่นเพื่อเป็น Content Hub และส่งไปหน้า Main Topic Pages เพื่อเป็นการช่วยดันคีย์เวิร์ด Commercial ของเราได้อีกด้วย

โอเคครับ พอเริ่มเห็นภาพกันแล้วนะ. ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างจากคีย์เวิร์ดที่เราเตรียมไว้ว่าจะนำมาใช้งานได้อย่างไร

commercial keyword

ตัวอย่าง

จากภาพเป็นคีย์เวิร์ดกลุ่มธุรกิจกำจัดปลวก ทีนี้ด้วยความที่คีย์เวิร์ดที่เตรียมมานั้นไม่ได้มีเยอะ หลักๆผมเลยจะไม่ใส่ Sub-topic pages แต่จริงๆแล้วนอกจากบริการกำจัดปลวก ธุรกิจนี้มักจะพ่วงกลุ่ม กำจัดมด หนู แมลงสาบ เข้าไปอีก. ก็สามารถเพิ่มเนื้อหาเหล่านี้เป็น Sub ได้.

และในหน้านี้ด้วยความที่คีย์เวิร์ดน้อย. เลยตั้งใจใส่คีย์เวิร์ดในหน้า Home. (เป็นไงครับ ลบล้างทุกทฤษฎีที่เพิ่งคุยไป) อย่างที่ผมบอกครับว่าอันนี้แล้วแต่การออกแบบของแต่ละคน และในคีย์เวิร์ด Information จะเห็นว่ามี Search Volume ที่ดีพอสมควร ในคีย์เวิร์ดเหล่านี้ผมนำมาเป็นหน้าบทความ เพราะคีย์เวิร์ดเหล่านี้จะติดอันดับจากคอนเทนต์ที่เป็นลักษณะบทความ (มากกว่าส่วนบริการ)

ผลลัพธ์ที่ได้

ค่า Google Ads 2
ค่าGoolge ads

จริงๆผลลัพธ์นี้ไม่ได้ดีอะไรมากเมื่อเทียบกับการทำSEO ในธุรกิจอื่น. แต่สำหรับในธุรกิจนี้ การได้ลูกค้าต่อเดือนกับหักค่าใช้จ่ายที่ไม่ต้องเสียให้กับการยิงโฆษณา เท่านี้ก็ถือว่าได้กำไรค่อนข้างดีและได้เปรียบคู่แข่งไปมากกว่าครึ่งแล้ว

เมื่อวางโครงสร้างเสร็จแล้ว จากนั้นเราจะนำมาวางเป็น On-page ของเว็บไซต์เรา. และใช้ Internal link เป็นส่วนเชื่อมโยงในแต่ละหน้าที่เราวางแผนไว้. ดังนั้นสิ่งที่สำคัญสำหรับคนทำSEOที่ต้องศึกษาคือเรื่องของการทำ Internal link

Internal link สำคัญอย่างไร

internal link to page

Internal link คือ ลิงก์(Link)ที่อยู่ภายในเว็บไซต์หรือโดเมนของเราเมื่อกดแล้วจะนำไปสู่หน้าต่างๆที่อยู่ภายในเว็บไซต์ โดยInternal link จะเป็นช่องทางที่นำผู้ใช้งานไปสู่หน้าอื่นๆของเว็บไซต์

ตัวอย่างInternal link. ถ้าคุณกำลังเริ่มต้นทำเว็บไซต์แล้วสงสัยว่าต้องอัพบทความบ่อยแค่ไหนถึงจะดีต่อ SEO ผมแนะนำให้ลองดูเนื้อหาจากบทความนี้ดูครับ

Internal link สำคัญต่อ SEO อย่างไร

Internal link เป็นส่วนที่สำคัญมากในการทำ On-page เพราะช่วยให้ Google bot เข้าใจได้ง่ายว่าหน้านี้เราต้องการคีย์เวิร์ดอะไร ช่วยในเรื่อง index ข้อมูลได้อย่างมาก ดังนั้นการวางแผนในการทำ On-page จะเกี่ยวเนื่องกับการทำ Internal link ทุกครั้ง เพราะเราต้องนำมาวางแผนว่าทำอย่างไรให้ตัวบอทGoogle เก็บข้อมูลในส่วนนี้ได้

google bot

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก backlinko

เรื่องการทำ Internal link เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ถ้าเข้าใจหลักก็จะสามารถทำ On-page ได้เก่ง. เดี๋ยวบทความต่อไปผมจะมาเขียนเรื่องนี้ให้อ่านกันยาวๆอีกรอบครับ

ทำ Content hub

content hub

Content Hub คือการเชื่อมโยงเนื้อหาทั้งหมดที่เกี่ยวกับคีย์เวิร์ดนั้นด้วย Internal link ทำให้ Google bot จับข้อมูลได้ดีขึ้น วิธีการนี้ยังช่วยเสริมให้คีย์เวิร์ดที่เราต้องการทำนั้นครอบคลุมเนื้อหาได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะโดยปกติในคีย์เวิร์ด 1 เรื่อง จะมีประเด็นหลากหลายที่เราสามารถนำมาทำเป็นบทความได้

สมมติว่าผมกำลังทำเนื้อหาเกี่ยวกับคีย์ “สร้างแบรนด์ครีม” ผมอยากรู้ว่ามีประเด็นไหนบ้าง ผมก็จะใช้วิธีหาผ่าน Keywordtool.io จากนั้นผมก็จะได้ไอเดียทั้งหมดของคีย์เวิร์ด

keyword idea

จะเห็นว่าคีย์เวิร์ด “สร้างแบรนด์ครีม” เราสามารถแตกเนื้อหาย่อยเป็น “วิธีสร้างแบรนด์ครีมกันแดด”, “เคล็ดลับสร้างแบรนด์ครีมรองพื้น”, “ตลาดแบรนด์ครีมราคาถูก ปั้นยังไงให้ปัง!” อันนี้คือประเด็นที่เรามาแยกอีกได้

เชื่อมcontent hub

จากนั้นให้ทำในส่วนของ Internal link เพื่อเชื่อมโยงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน โดยเอาบทความแต่ละอันข้างบนมาโยงหากัน. และที่สำคัญคือโยง anchor text ไปหาหน้าคีย์เวิร์ดหลัก “สร้างแบรนด์ครีม”

anchor text คือการสร้างลิงก์โดยผ่านข้อความ โดยการเชื่อมโยงที่ดีนั้นจะต้องใช้ข้อความที่เกี่ยวกับบทความที่เรากำลังจะลิงก์ไปด้วย

เมื่อบทความชุดไหนเริ่มติดอันดับ. ยิ่งเป็นบทความที่ใช้ Long tail Keyword จะยิ่งทำให้ติดง่าย พอติดแล้วก็จะช่วยให้กระตุ้นอันดับบทความอื่นๆที่เราลิงก์ได้ดีขึ้น.

ดังนั้นออกแบบเนื้อหาคอนเทนต์ให้ดี วางกลยุทธ์ว่าจะมีหัวข้อบทความอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง บทความเยอะก็ช่วยได้เยอะ ทำ Internal link ให้กับบทความ คอยสังเกตอันดับแล้วทำการปรับปรุงอยู่เรื่อยๆ เท่านี้เราก็สามารถทำSEO ด้วยตัวเองได้แล้วครับ

หากเพื่อนๆเริ่มทำSEO ให้กับเว็บไซต์แล้ว ผมแนะนำคู่มือทำ On-page ด้วยตัวเอง คลิกในลิงก์เพื่ออ่านต่อ

Similar Posts